วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
ประสบความสำเร็จในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ
นักศึกษาระดับปริญญาโทที่สามารถนำการวิจัยมาใช้แก้ปัญหาจริงใหกับชุมชนเป็นครั้งแรกพร้อมสนองหลักสูตรประกอบการจบการศึกษาได้ในคราวเดียวกัน
วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
นำเสนอผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผาบ่องโมเดล
เป็นโครงการนำร่องที่ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับวิจัยเชิงสำรวจที่สามารถพัฒนาชุมชนสู่พื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ
โดย รศ.ดร. สุดา สุวรรณาภิรมณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ |
วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา นำเสนอผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ผาบ่องโมเดล
เป็นโครงการนำร่องที่ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับวิจัยเชิงสำรวจที่สามารถพัฒนาชุมชนสู่พื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ
วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ประสบความสำเร็จในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการของนักศึกษาระดับปริญญาโท
ที่สามารถนำการวิจัยมาใช้แก้ปัญหาจริงให้กับชุมชนเป็นครั้งแรกพร้อมสนองหลักสูตรประกอบการจบการศึกษาได้ในคราวเดียวกัน
รศ.ดร. สุดา สุวรรณาภิรมณ์
ผู้อำนวยการวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์
เปิดเผยถึงความสำเร็จในการใช้โครงการวิจัยระดับปริญญาโทมาแก้ปัญหาให้กับชุมชนเพื่อพัฒนาชีวิต
ความเป็นอยู่ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม
โดยเลือกชุมชนผาบ่องเป็นโครงการนำร่องซึ่งเป็นการบูรณาการงานวิจัยภายใต้ชื่อโครงการ“ผาบ่องโมเดล”
ที่ให้บัณฑิตศึกษาทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อใช้ประกอบการจบการศึกษา
ในขณะเดียวกันก็สามารถนำการวิจัยพัฒนาให้ชุมชนผาบ่องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นควบคู่กันไปอีกด้วย
ซึ่งวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาจะได้นำ
“ผาบ่องโมเดล”
มาขยายผลเป็นโครงการนำร่องสู่พื้นที่ชุมชนทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนาฐานรากอย่างแท้จริง
นำไปสู่การใช้งบประมาณอุดหนุนประชาชนของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
เดิมชุมชนผาบ่อง ต. ผาบ่อง อ.เมือง
จ.แม่ฮ่องสอน มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนต่อปี
เพียง 33,231 บาท ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประเทศไทย
อาชีพหลักคือทำเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป
แต่หลังจากที่ มหาวิทยาลัยบูรพา
นำงานวิจัยภายใต้ชื่อโครงการ “ผาบ่องโมเดล”
มาช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจังพบว่า
ประชาชนที่ร่วมโครงการมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น
อาทิกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษสามารถจำหน่ายเป็นเงินกว่า
130,000
บาทโดยมีร้านรับซื้อไปขายเป็นจำนวนมากและไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ในขณะที่บ่อน้ำพุร้อนผาบ่องก็มีนักท่องเทียวมากขึ้น
รวมไปถึงรูปแบบการกำจัดขยะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
และการพัฒนาสถานีอนามัยก็ทำให้ชุมชนเข้าไปใช้บริการมากขึ้นกว่า
30%
นายสุชาติ ส่วยนุ อายุ 49 ปี
ผู้ร่วมโครงการปลูกผักปลอดสารพิษกล่าวว่า
“เดิมตนเองและครอบครัวทำนาและรับจ้างทั่วไป
มีรายได้พอเลี้ยงปากท้องได้เท่านั้น
ปัจจุบันเข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ
ทำให้ตนเองและครอบครัวมีรายได้มากขึ้นกว่าเดิม
ในขณะที่การวิจัยของบัณฑิตศึกษาก็ช่วยส่งเสริมทุกอย่างตั้งแต่การปลูกไปจนถึงขายเลยทีเดียว
|
|
|